เคล็ดลับความสำเร็จ

มันอบเนย ป.สุวรรณรัตน์ อร่อยได้ใจวัยรุ่น เตรียมแต่งตัวใหม่ ขยายตลาดทั่วประเทศ


มันอบเนย ป.สุวรรณรัตน์ อร่อยได้ใจวัยรุ่น เตรียมแต่งตัวใหม่ ขยายตลาดทั่วประเทศ มันอบเนย ป.สุวรรณรัตน์ อร่อยได้ใจวัยรุ่น เตรียมแต่งตัวใหม่ ขยายตลาดทั่วประเทศ
คอลัมน์ "สูตรเด็ด SME โดย บสย." ในเว็บไซต์ MGR Online รู้ลึกแนวคิดการทำธุรกิจ เคล็ดลับความสำเร็จการบริหาร จัดการ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2561

จากมันสำปะหลังพื้นบ้านฉาบน้ำตาลธรรมดาๆ แต่ สันธาร เอกนามเรือง เจ้าของกิจการมันอบเนย ‘ป.สุวรรณรัตน์' มองเห็นคุณค่าที่ต่อยอดได้ไกลกว่านั้น โดยนำมันมาอบเนย พร้อมใส่ซีซันนิ่งหลากหลายรสชาติ ทำให้มันอบเนย ป.สุวรรณรัตน์ เป็นสินค้าที่ถูกถามหาในกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ถึงขึ้นผลิตไม่ทันกันเลยทีเดียว 

สันธารเป็นคนกรุงเทพ แต่ไปตั้งรกรากสร้างครอบครัวอยู่ที่ ต.เขารูปช้าง จ.สงขลา ด้วยทางครอบครัวภรรยาทำธุรกิจแปรรูปมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นมันพื้นบ้านที่มีการปลูกทั่วไปในสงขลา นำมาฉาบน้ำตาลขายง่ายๆ ต่อมาคิดจะเลิกกิจการ สันธารและภรรยาที่เคยช่วยวิ่งขายส่งตามร้านค้า เห็นแล้วเสียดายลูกค้าที่มีในมือ จึงรับกิจการมาทำเองอย่างเต็มตัวเมื่อปี 2542

ด้วยความที่เป็นคนรุ่นใหม่ จึงพยายามสรรหาสารพัดวิธีมาพัฒนาสินค้าให้ดียิ่งขึ้น เขาเห็นว่ามันฉาบน้ำตาลมีรสหวาน คนทานน้อย ถ้าหากมันมีรสชาติที่หลากหลาย เหมือนขนมขบเคี้ยวแบรนด์ดัง ตลาดน่าจะขยายได้ง่ายและเร็วขึ้น เลยเป็นที่มาของการพัฒนาเป็นมันอบเนยรสชาติต่างๆ รวม 7 รสที่เขาจด อย. เป็นที่เรียบร้อย ได้แก่ รสนมเนย เค็ม หวาน พิซซ่า สาหร่าย บาร์บีคิว และปลาหมึกย่าง ภายใต้แบรนด์ ‘ป.สุวรรณรัตน์’

“เราเริ่มต้นผลิตจากเล็กๆ น้อยๆ วันละ 20 กิโลกรัม จนวันนี้กำลังการผลิตปกติอยู่ที่อาทิตย์ละ 4 ตัน ถ้าโรงเรียนเปิดเทอม เคยขึ้นไปสูงสุดถึง 5 ตันด้วยซ้ำ แต่ถ้าโรงเรียนปิดเทอม 3 ตันไม่มีขาดแน่นอน ที่ผ่านมาเราประสบปัญหาผลิตไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า คนงาน 12 คน ผลิตได้วันละ 500 กิโล แค่หั่นมันเป็นแท่งเฟรนฟรายก็ใช้คนถึง 5-6 คนแล้ว ด้วยทุนอันน้อยนิด เราจึงพยายามประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องไม้ขึ้นมาใช้เอง เช่น เครื่องหั่น เครื่องร่อน เครื่องสลัดน้ำมัน ซึ่งช่วยให้เราลดต้นทุนและเพิ่มกำลังผลิตได้มากขึ้น วันนี้คนๆ เดียวสามารถควบคุมเครื่องให้หั่นได้วันละ 700-900 กิโล”

สันธารบอกว่าการจับกลุ่มสถาบันการศึกษาเป็นตลาดหลัก ถือเป็นเหตุบังเอิญที่ไปได้สวย ปกติเขาวิ่งส่งสินค้าตามร้านค้าทั่วไป แต่ช่วงหนึ่งมีโอกาสไปอยู่ที่ภูเก็ต สังเกตเห็นโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัยมีเด็กเยอะดี เขาจึงปิ๊งไอเดียเข้าไปติดต่อสหกรณ์โรงเรียนเพื่อขอนำสินค้าเข้าไปขาย จากนั้นเขาก็เจาะตลาดสถาบันการศึกษาเรื่อยมา ทั้งโรงเรียนประถม มัธยมและมหาวิทยาลัยต่างๆ ครอบคลุม 9 จังหวัดทางภาคใต้ โดยมีดีลเลอร์ช่วยวิ่งทำตลาดใน จ.สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต เป็นตลาดหลัก

“ทางโรงเรียนเขาพิจารณาคุณภาพสินค้าด้วย แล้วมันอบเนยของเราไม่ใส่ผงชูรสและวัตถุกันเสีย นี่คือหัวใจที่ทำให้เราสามารถเข้าตลาดโรงเรียนได้ง่าย เรายังมีการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพสินค้าเรื่อยมา จนได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิต เช่น ฮาลาล และ อย. ล่าสุดทางกระทรวงวิทย์ฯ กรมวิทยาศาสตร์บริการ ช่วยผมทำฉลากโภชนาการ ทำให้เรามีจุดขายเพิ่มอีกคือ การเป็นสินค้าที่มีโคเลสเตอรอล 0%”

ในปีนี้สันธารก็เพิ่งจะเปิดตลาดมันอบเนย ป.สุวรรณรัตน์ ในรูปแบบของแผ่นกลมไป หลังจากทำแต่แบบแท่งอย่างเดียว ในขณะที่จำนวนรสชาติไม่เพิ่มขึ้น มีแต่ลดลง เหลือเพียงรสบาร์บีคิวกับรสสาหร่ายที่ผลิตเท่าไรก็ไม่พอขาย เนื่องจากวัตถุดิบที่มีอยู่อย่างจำกัด เขาจึงเลือกที่จะผลิตเฉพาะรสชาติที่ขายดีเท่านั้น สินค้าขายดีมากจนวันนี้ของเหลือในสต็อกแทบจะเป็น 0%

“โชคดีที่เราทำสินค้าถูกปากเด็กๆ ผมยอมรับว่ามันค่อนข้างแข็ง แต่ในความแข็งมันทำให้เราหยุดกินไม่ได้ แต่นี่คือสิ่งที่เด็กๆ บอกมา และตั้งชื่อให้ว่า ‘มันฟันหัก’ นี่คือตัวตนของเราที่ทำให้คนอยากลอง ขนาดเด็กที่เรียนจบแล้ว ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพ ยังเข้ามาสั่งซื้อออนไลน์ที่เพจของเรา เพราะหากินไม่ได้ ทั้งที่ค่าส่งแพงกว่าขนมด้วยซ้ำ โดยเราขายทางออนไลน์ห่อละ 10 บาท ค่าจัดส่งต่างหาก และต้องสั่ง 25 ห่อเป็นขั้นต่ำ เด็กก็ยอมที่จะจ่าย ทำให้เรากล้าที่จะคิดไกลมากขึ้น”

ความฝันจากนี้ไปของสันธาร คือการนำมันอบเนย ป.สุวรรณรัตน์ เข้าไปวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ ในปีนี้เขาวางแผนที่จะวิ่งเข้าหาหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ช่วยหาวิธียืดอายุสินค้า พัฒนาแพกเกจจิ้ง แต่งเนื้อแต่งตัวผลิตภัณฑ์ชุมชนพื้นบ้านให้มีคลาส สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างไม่กลัวใคร ก่อนจะเข้าร่วมประกวดสินค้า OTOP ในปีหน้า เพื่อให้ได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้า พร้อมกับมองหาตัวแทนฯ ในกรุงเทพฯ เพื่อช่วยกระจายสินค้าให้ติดตลาดเร็วยิ่งขึ้น

ควบคู่กันไป คือการแก้ปัญหาเรื่องวัตถุดิบที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยเขาพยายามสร้างเครือข่ายเกษตรกรและขยายเครือข่ายการรับซื้อมันสำปะหลังให้กว้างขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่เขาจะได้รับวัตถุดิบที่พอเพียง แต่ยังได้มีส่วนเพิ่มมูลค่าของมันสำปะหลัง และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังอีกด้วย

“มูลค่าของมันสำปะหลังวันนี้ รับซื้อที่กิโลละ 10 บาท ซึ่งสูงมากถ้าเทียบกับมันสำปะหลังทางภาคอีสาน หากกิจการโตมากกว่านี้ ก็จะยิ่งเพิ่มมูลค่ามันให้สูงขึ้นอีก วันนี้ผมภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยชาติ เพราะสิ่งที่ทำตรงกับนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้กิจการช่วยรับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกร โดยไม่ผ่านคนกลาง เท่ากับช่วยกระจายรายได้ให้กับชุมชนโดยตรง ผมยังประกันราคาวัตถุดิบด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรว่าถ้าปลูกให้ผม เขามีตลาดรับซื้อที่มั่นคง มีรายได้ที่แน่นอน”

การแต่งตัวสินค้าให้ดูดี และการทำธุรกิจด้วยเงินสด เมื่อเกษตรกรมาลงวัตถุดิบ ก็จะต้องจ่ายสดให้ทุกวัน ทำให้สันธารจำเป็นที่จะต้องใช้เงินทุนหมุนเวียน เขาจึงยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แต่เนื่องจากหลักทรัพย์ไม่เพียงพอ บสย. จึงได้เข้ามาช่วยค้ำประกันให้ในโครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ทวีทุน (PGS6) เมื่อปี 2560 ซึ่งสันธารมีความซาบซึ้งใจอย่างมาก

“ผมไม่ได้เดินเรื่องเอง ทาง ธกส. กับ บสย. ประสานงานและจัดการให้ทั้งหมด ทำให้ผู้ประกอบการสะดวกมากขึ้น ถ้าจะให้ผมไปดำเนินการเอง ชาตินี้ไม่รู้จะได้ตังค์ไหม อีกอย่างเราเสียค่าธรรมเนียมให้ บสย.ปีละ 1.75% ผมถือว่าโอเคนะ เพราะเราได้เงินก้อนตามที่อยากจะได้ ดังนั้น ผมอยากฝากถึงเอสเอ็มอีว่า บสย. ช่วยสนับสนุนให้คุณเข้าถึงแหล่งทุนง่ายขึ้น แต่คุณต้องช่วยเหลือตัวเองด้วย แล้วทาง บสย. จะช่วยหนุนกิจการของคุณให้เติบโตแน่นอน” 

 
ติดต่อ : มันอบเนย ป.สุวรรณรัตน์ โทร. 081-963-3969 
เฟสบุ๊ค www.facebook.com/ปสุวรรณรัตน์-มันอบเนย-1731519957084659/?_rdc=1&_rdr
  • บสย. SMEs Club
  • สำหรับธนาคาร
  • สมัครงาน
  • ค้นหาสาขา บสย.
  • จัดซื้อจัดจ้าง บสย.
  • สายด่วน
  • แบบฟอร์มคำขอ
  • แบบฟอร์มติดต่อ บสย.
  • To MD