เรื่องน่ารู้ SME

SMEs เตรียมตัวดี มีชัยไปกว่าครึ่ง เงินกู้อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม


มหกรรมการเงิน ครั้งที่ 16 หรือ Money Expo 2016 ที่จัดขึ้นในช่วงตลอดสุดสัปดาห์นี้  ซึ่งสถาบันการเงินต่างๆ ระดมโปรโมชั่นมาออกงานกันอย่างคึกคัก ทั้งการกู้บ้าน กู้รถ ตลอดจนการกู้เงินทำธุรกิจ ขณะเดียวกันยังผนวกด้วยเกร็ดความรู้ทางการเงินต่างๆ
               
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการค้ำประกันเงินกู้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถได้เงินกู้ไปทำธุรกิจในจำนวนที่เพียงพอกับความต้องการ ได้มีโอกาสร่วมเป็นส่วนหนึ่ง นอกจากการออกบูธให้คำปรึกษาผู้ประกอบการ SMEs แล้ว มีโอกาสเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่อง “เทคนิคเตรียมตัวให้ได้เงินกู้” โดยผู้จัดการสาขากรุงเทพมหานคร ของ บสย. ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อฮอตฮิตที่บรรดาผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการ ต้องการรู้มากที่สุด

บทความวันนี้ จึงขอนำส่วนหนึ่งของการบรรยายมาสรุปให้ผู้อ่านฟัง เพื่อเป็นทิปส์สั้นๆ ในการขอเงินกู้จากธนาคาร เริ่มจากการพิจารณาสินเชื่อ หรือการปล่อยเงินกู้ของธนาคาร หลักๆ จะมององค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน
  1. ผู้กู้  ที่เป็นบุคคลธรรมดา หรือกิจการที่ไม่ได้จดทะเบียน ซึ่งธนาคารก็จะพิจารณารายรับรายจ่ายว่าเป็นอย่างไร หรือหากเป็นผู้กู้ ในรูปแบบของบริษัท/นิติบุคคล ระบบเอกสารจะเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงประวัติในการทำธุรกิจ เช่น ประวัติการชำระหนี้ โดยเฉพาะผู้ที่ติดเครดิตบูโร เป็นเรื่องสำคัญมาก แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ว่าจะเป็นที่ตัวบุคคลหรือบริษัท คือ
  2. การเดินบัญชี เป็นหัวใจสำคัญที่ธนาคารขอดูอันดับต้นๆ เพราะสิ่งนี้สะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจ เงินทุนที่ต้องการขอไปใช้ในธุรกิจ สอดคล้องกับบัญชีอย่างไร คำถามที่เจ้าของธุรกิจจะได้ยินจากธนาคาร คำถามแรกเมื่อไปขอสินเชื่อ คือ จะเอาไปทำอะไร คำตอบต้องชัดเจน  ทั้งในแง่ขอการขอเงินกู้ใหม่ และการขอเพิ่ม ซึ่งทุกอย่างจะสัมพันธ์กัน ดังนั้น วัตถุประสงค์ของการกู้และการเดินบัญชีคือสิ่งสำคัญมากในการขอกู้เงินจากธนาคาร
  3. หลักประกัน การให้เงินกู้ของธนาคาร จะดูหลักประกันของผู้กู้ด้วย เพื่อรับความเสี่ยง เพราะหากในอนาคตผู้กู้ไม่สามารถชำระเงินคืนได้ ธนาคารก็จะนำหลักประกันนี้ไปหักชำระหนี้แทน
ในส่วนของ “หลักประกัน” นี้เองที่ บสย. เข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะเมื่อธนาคารมองว่า ธุรกิจผ่านมีศักยภาพ สามารถให้สินเชื่อได้ แต่หลักประกันอาจไม่พอ ธนาคารก็จำเป็นต้องขอหลักประกันจากผู้กู้ เพื่อป้องกันความเสี่ยง จุดนี้เองที่ บสย.จะเข้าไปช่วยค้ำประกันให้กับผู้กู้ ยกตัวอย่าง ผู้กู้ต้องการกู้เงิน แต่ธนาคารประเมินแล้วว่า หลักทรัพย์ผู้กู้ที่มีอยู่ไม่พอ บสย.ก็จะเข้าไปค้ำในส่วนที่ไม่พอให้ ช่วยรับความเสี่ยงให้ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ธนาคาร

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของ บสย. แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ ภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจ ที่ บสย. ให้การค้ำประกันสูงสุดถึง 40 ล้านบาทต่อราย เรียกว่า PGS5 ปรับปรุงใหม่ โดยปรับปรุงในเรื่องการค้ำประกันเพื่อสามารถช่วยผู้ประกอบการ SMEs ได้มากขึ้น นอกจากนี้ ปัจจุบันรัฐบาลยังช่วยจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกันให้กับ บสย. แทนกับผู้ประกอบการ 4% ตลอด 4 ปีแรก โดยฟรีค่าธรรมเนียมปีแรก ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการลงอีก  

นอกจากผู้ประกอบการรายกลาง รายเล็กแล้ว ปัจจุบัน บสย. ยังเข้าไปสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยด้วย เช่น พ่อค้า แม่ค้า โดยจะเข้าไปค้ำประกันต่อรายไม่เกิน 200,000 บาท ต่ำสุดที่ 10,000 บาท  ซึ่งกลุ่มนี้สมัยก่อน ธนาคารจะให้บุคคลมาช่วยค้ำประกันให้ แต่ปัจจุบันให้ บสย. เป็นผู้ค้ำประกันแทน   

จึงเป็นความมุ่งมั่นของ บสย.  ที่ไม่ต้องการให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนทางการเงินที่สูงเกินไปในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะลดการ “กู้นอกระบบ” ซึ่งทำให้ SMEs มีต้นทุนธุรกิจที่สูง และความเสี่ยง บสย. จึงขอเป็นกลไกลสำคัญ เพิ่มโอกาสให้ SMEs ขอเงินกู้กับธนาคารในต้นทุนที่ต่ำ สร้างโอกาสในการเติบโต และเพิ่มความเข้มแข็ง ให้กับธุรกิจมากขึ้น   

คำนวณวงเงินกู้
และความสามารถในการผ่อนชำระ

บาท
บาท
ปี
%

ผลการคำนวณวงเงินกู้
และความสามารถในการผ่อนชำระ

  • จำนวนปีที่กู้ 0
  • อัตราการผ่อนต่อเดือน0
  • วงเงินที่กู้ได้*0
*ผลจากการคำนวณเป็นเพียงตัวเลขประมาณการ
เว็บไซต์นี้ มีการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ (Cookies) เพื่อมอบบริการที่ดีที่สุดสาหรับคุณ
โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์ ถือเป็นการยอมรับใน อ่านประกาศนโยบายคุกกี้