นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม

บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ตระหนักถึงความสำคัญในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และกฎที่เกี่ยวข้อง จึงได้กำหนดนโยบายฉบับนี้ขึ้น เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงาน อันจะช่วยลดหรือขจัดความเสี่ยงทั้งต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และ บสย. ในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
    1. วัตถุประสงค์

    2. เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ บสย. ในการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลอันเนื่องจากการประกอบกิจการของ บสย. ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลตามฎหมาย ว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การจ้างบุคลากร และการจัดอบรมสัมมนา เป็นต้น
    3. เพื่อให้บุคลากรของ บสย. ตระหนักถึงความสำคัญและปฏิบัติตามนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงระเบียบและแนวปฏิบัติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด และเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด
    4. การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

      บสย. จัดเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีขอบเขตและวิธีการที่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นธรรม และจำเป็นแก่การให้บริการตามวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งประกาศและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ในกรณีอื่น บสย. จะขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนทำการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล หากภายหลัง บสย. มีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล บสย. จะขอความยินยอมหรือแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบไม่น้อยกว่า 30 วัน ตามช่องทางที่เหมาะสม

      ทั้งนี้ บสย. จะจัดเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไว้ด้วยมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมตามนโยบายและแนวปฏิบัติการจัดชั้นความลับของ บสย. เว้นแต่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนด หรือในกรณีอื่นตามที่กำหนดไว้ไว้นโยบายนี้
    5. การแจ้งรายละเอียดการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

      บสย. จะแจ้งรายละเอียดการจัดเก็บรวบรวม ใช้ ข้อมูลส่วนบุคคล ตามฐานการประมวลผลโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น การปฏิบัติตามสัญญา การปฏิบัติตามกฎหมาย ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย ภารกิจของรัฐ และการศึกษาวิจัย เป็นต้น ต่อเจ้าของข้อมูลก่อนหรือขณะประมวลผลข้อมูล เว้นแต่การแจ้งข้อมูลกรณีที่ได้รับข้อมูลมาจากแหล่งอื่นตามนโยบายนี้ ให้ดำเนินการภายใน 30 วันนับแต่วันที่เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล
      1. วัตถุประสงค์การประมวลผลข้อมูล ตามฐานการประมวลผลข้อมูลที่กำหนดไว้ทุกกรณี และการประมวลผลข้อมูลที่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลตามนโยบายนี้
      2. แจ้งกำหนดระยะเวลาการเก็บรวบรวมข้อมูลตามที่กำหนดไว้ในประกาศ
      3. ประเภทของบุคคลที่ข้อมูลส่วนบุคคลอาจถูกเปิดเผย
      4. ข้อมูลเกี่ยวกับ บสย. สถานที่ติดต่อ วิธีการติดต่อ และบุคคลที่เป็นตัวแทนของ บสย. ที่มอบหมายให้ติดต่อ รวมถึงเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
      5. สิทธิของเจ้าของข้อมูลตามที่กำหนดไว้ในนโยบายนี้
      ทั้งนี้ ช่องทาง รูปแบบ และรายละเอียดการแจ้งวัตถุประสงค์การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประกาศ เรื่อง การแจ้งรายละเอียดการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Notice)

      ในกรณีที่ บสย. มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามที่ได้แจ้งไว้ตามวรรคหนึ่ง หรือที่นอกเหนือจากความยินยอมใดๆ ที่ได้ให้ไว้แก่ บสย. ตามที่กำหนดไว้ จะต้องดำเนินการให้มีการแจ้ง และ/หรือขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวทุกครั้ง
    6. ข้อจำกัดในการใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

      บสย. จะกำกับดูแลพนักงานและผู้ปฏิบัติงานของ บสย. มิให้ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต่อบุคคลภายนอก เว้นแต่
      1. เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่ง บสย. จำเป็นต้องประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยรวมถึงการประมวลผลข้อมูลเพื่อการติดตามตรวจสอบหรือเพื่อการส่งข้อมูลตามกฎหมายของหน่วยงานราชการและหน่วยงานกำกับดูแล เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และศาล เป็นต้น
      2. เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญา หรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น ซึ่งเป็นข้อมูลอันเนื่องจากการประกอบกิจการของ บสย. และรวมถึงการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลด้วยการว่าจ้างผู้ให้บริการภายนอกเพื่อการพัฒนาระบบสารสนเทศต่างๆ ทั้งนี้ ผู้ให้บริการภายนอกดังกล่าวจะลงนามข้อตกลงการรักษาความลับของ บสย. และปฏิบัติตามนโยบายและแนวปฏิบัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ บสย.
      3. เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของ บสย. ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการของ บสย. เช่น การให้บริการค้ำประกันสินเชื่อ การจ้างบุคลากร เป็นต้น
      4. เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และการขอความยินยอมไม่สามารถดำเนินการได้ในเวลานั้น
      5. ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อการประมวลผลข้อมูลในบางกรณี เช่น การขอความยินยอมเพื่อตอบแบบสอบถามหรือแบบสำรวจความคิดเห็น เป็นต้น
    7. มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและคุณภาพของข้อมูล

      1. บสย. ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล จึงกำหนดมาตรการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับการรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันการสูญหาย การเข้าถึง ทำลาย ใช้ แปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายและแนวปฏิบัติด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศของ บสย.
      2. ข้อมูลส่วนบุคคลที่ บสย. ได้รับมา เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ ข้อมูลทางการเงิน เป็นต้น ซึ่งสามารถบ่งบอกตัวบุคคลของเจ้าของข้อมูลได้ และเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความถูกต้อง บสย. จะนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจการของ บสย. และปฏิบัติตามนโยบายและแนวปฏิบัติการจัดชั้นความลับของ บสย.
    8. การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

      เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ บสย. จะดำเนินการตรวจสอบเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกี่ยวกับการละเมิดการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อดำเนินการตามมาตรการที่เหมาะสม บรรเทาผลกระทบ และป้องกันเหตุการณ์ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

      ในกรณีที่สมควรตามสภาพและความร้ายแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะแจ้งเหตุการณ์ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลไปยังเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด
    9. การเปิดเผยการดำเนินการที่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล

      บสย. จะเปิดเผยการดำเนินการที่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลผ่านทางเว็บไซต์ของ บสย.www.tcg.or.th
    10. สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

      เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิในการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

    11. สิทธิในการเพิกถอนความยินยอม

      การใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลกรณีที่เจ้าของข้อมูลเพิกถอนความยินยอมที่ได้ให้ไว้ตามที่ระบุไว้ในนโยบายนี้ จะต้องเพิกถอนความยินยอมทุกกรณี และจะต้องดำเนินการแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบถึงผลกระทบจากการถอนความยินยอม ณ ขณะที่แจ้งผลการขอเพิกถอนความยินยอม
    12. สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล

      เจ้าของข้อมูลมีสิทธิที่จะขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลของตน และมีสิทธิที่จะร้องขอให้ บสย. เปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลของตน โดย บสย. อาจใช้สิทธิปฏิเสธคำร้องขอดังกล่าวได้ หากเป็นกรณีที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล หรือเป็นกรณีที่อาจส่งผลกระทบและก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น
    13. สิทธิในการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกต้อง

      เจ้าของข้อมูลมีสิทธิที่จะร้องขอให้ บสย. แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคลได้ เพื่อให้ข้อมูลส่วนบุคคลของตนนั้น ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
    14. สิทธิในการโอนถ่ายข้อมูล

      ในกรณีที่ระบบของ บสย. รองรับ เจ้าของข้อมูลมีสิทธิที่จะรับข้อมูลส่วนบุคคลของตน ในรูปแบบที่สามารถอ่านหรือใช้งานโดยทั่วไปได้ โดยเครื่องมืออุปกรณ์อัตโนมัติ หรือขอให้โอนโดยอัตโนมัติได้ ทั้งนี้ บสย. อาจปฏิเสธคำร้องขอของเจ้าของข้อมูลได้ ในกรณีที่ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวจัดเก็บไว้เพื่อความจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือการปฏิบัติตามคำร้องขอของเจ้าของข้อมูล อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น
    15. สิทธิในการขอลบข้อมูลส่วนบุคคล

      เจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอให้ลบหรือทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของตน เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนของเจ้าของข้อมูลได้ เฉพาะกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้เท่านั้น
      1. เมื่อหมดความจำเป็นในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามวัตถุประสงค์
      2. เมื่อเจ้าของข้อมูลถอนความยินยอมในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามนโยบายนี้
      3. เมื่อเจ้าของข้อมูลคัดค้านการประมวลผลข้อมูลกรณีที่เจ้าของข้อมูลใช้สิทธิคัดค้านการประมวลผลข้อมูลตามนโยบายนี้ และไม่มีเหตุปฏิเสธ หรือ
      4. เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลได้ถูกประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่มีฐานการประมวลผลข้อมูล หรือความยินยอมตามนโยบายนี้
    16. สิทธิในการระงับใช้ข้อมูลส่วนบุคคล

      เจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอให้ บสย. ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลได้ดังนี้
      1. เมื่อ บสย. อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล ตามที่เจ้าของข้อมูลใช้สิทธิในการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกต้องตามนโยบายนี้
      2. เมื่อเป็นข้อมูลที่ต้องลบหรือทำลายตามนโยบายนี้ และเจ้าของข้อมูลขอให้ระงับการใช้ข้อมูลแทน
      3. เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลหมดความจำเป็นในการเก็บรักษาไว้ แต่เจ้าของข้อมูลขอให้ บสย. เก็บรักษาข้อมูลไว้ก่อน เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย
      4. เมื่อ บสย. อยู่ในระหว่างการพิสูจน์การเก็บรวมรวมข้อมูลส่วนบุคคล ตามข้อยกเว้นจากคำขอคัดค้านของเจ้าของข้อมูลตามนโยบายนี้ หรืออยู่ระหว่างตรวจสอบการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อวัตถุประสงค์ตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด
    17. สิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

      เจ้าของข้อมูลมีสิทธิที่จะคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับตนได้ ในกรณีดังต่อไปนี้
      1. เป็นข้อมูลที่ บสย. ได้มีการเก็บรวมรวมข้อมูลดังกล่าว จากความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของ บสย. หรือจากการปฏิบัติหน้าที่ของ บสย. ตามคำสั่งของรัฐ หรือจากความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของ บสย.

        บสย. อาจปฏิเสธคำร้องขอตาม (1) ได้ หากพิจารณาเห็นว่า การคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว จะส่งผลให้ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด หรือเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย
      2. เป็นกรณีที่ บสย. ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการตลาด
      3. เป็นกรณีที่ บสย. ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยในด้านต่าง ๆ ที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด ซึ่งรวมถึงทางสถิติ
      ทั้งนี้ ในการใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล บสย. อาจปฏิเสธคำขอในกรณีที่ บสย. ได้ปฏิบัติตามพันธกิจหรือตามที่กฎหมายกำหนด หรือข้อมูลดังกล่าวถูกทำให้ไม่ปรากฏชื่อหรือบ่งบอกลักษณะที่ทำให้สามารถระบุถึงตัวเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ ซึ่งกรณีปฏิเสธดังกล่าว บสย. จะจัดทำบันทึกคำชี้แจงให้เจ้าของข้อมูลทราบด้วย

      เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ บสย. เพื่อยื่นคำร้องขอตามสิทธิข้างต้น โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ได้ตามช่องทางการติดต่อดังต่อไปนี้

      • บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม อาคารชาญอิสสระทาวเวอร์ 2 ชั้น 16-18 เลขที่ 2922/243 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310
      • โทรศัพท์ 0-2890-9988
      • โทรสาร 0-2890-9900 , 0-2890-9800
      • อีเมล์ info@tcg.or.th
      • เว็บไซต์ www.tcg.or.th
    18. การเก็บรักษาและระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

      บสย. จัดเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล และตามข้อกำหนดทางกฎหมาย ซึ่งระบุไว้ในภาคผนวกของนโยบายนี้

      การเก็บรักษาและระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

      บสย. กำหนดให้มีการทบทวนนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้นโยบายฯ มีความสอดคล้อง ถูกต้องตามกฎหมาย และเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติที่ดียิ่งขึ้น

      นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้รับอนุมัติโดยมติของคณะกรรมการบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ในการประชุมครั้งที่ 6/2563 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2563
      โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป

การเก็บรักษาและระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

ในกรณีที่ลูกค้ายุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับ บสย. แล้ว บสย. จะจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าสำรองไว้ตามที่กฎหมาย และระเบียบ บสย. เรื่อง การเก็บรักษาและทำลายเอกสารกำหนด เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาในการจัดเก็บแล้ว บสย. จะทำลายข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว
ประเภทเอกสาร
รูปแบบการจัดเก็บ
ระยะเวลาจัดเก็บ
อ้างอิง
ประเภทเอกสาร

1

ประเภทเอกสาร เอกสารที่ต้องใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงต่อหน่วยงานกำกับดูแล และหน่วยงานราชการ ที่ไม่ได้ใช้อ้างอิงเป็นพยานในการดำเนินคดี เช่น ข้อมูลประกอบการค้ำประกันสินเชื่อ

รูปแบบการจัดเก็บ
จัดเก็บไว้ในที่ปลอดภัยตามลักษณะและประเภทของเอกสาร โดยมีทะเบียนคุม เช่น เก็บสำเนาเอกสารไว้ในระบบ
ระยะเวลาจัดเก็บ
5 ปี นับแต่ลูกค้าปิดบัญชี หรือยุติความสัมพันธ์กับ บสย.
อ้างอิง
ระเบียบ บสย. เรื่อง การเก็บรักษาและทำลายเอกสาร
ประเภทเอกสาร

2

ประเภทเอกสาร เอกสารลงบัญชี และเอกสารประกอบการลงบัญชี เช่น สลิป เช็ค ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี

รูปแบบการจัดเก็บ
จัดเก็บไว้ในที่ปลอดภัยตามลักษณะและประเภทของเอกสาร โดยมีทะเบียนคุม
ระยะเวลาจัดเก็บ
เกิน 5 ปี แต่ต้องไม่เกิน 7 ปี
อ้างอิง
  1. พระราชบัญญัติการบัญชี
  2. ระเบียบ บสย. เรื่อง การเก็บรักษาและทำลายเอกสาร
ประเภทเอกสาร

3

ประเภทเอกสาร เอกสารที่ต้องใช้สำหรับอ้างอิงเพื่อเป็นพยานในการดำเนินคดีต่อศาล

  1. ยังไม่มีการดำเนินคดีคดี
  2. ดำเนินคดีแล้ว
รูปแบบการจัดเก็บ
จัดเก็บไว้ในที่ปลอดภัยตามลักษณะและประเภทของเอกสาร โดยมีทะเบียนคุม เช่น เก็บสำเนาเอกสารไว้ในระบบ
ระยะเวลาจัดเก็บ
  1. ไม่น้อยกว่า 10 ปี
  2. ไม่น้อยกว่า 1 ปี นับแต่คดีถึงที่สุดหรือบังคับคดีเสร็จสิ้น แล้วแต่กรณี
อ้างอิง
ระเบียบ บสย. เรื่อง การเก็บรักษาและทำลายเอกสาร เว้นแต่กรณี NCB ให้เก็บตามระยะเวลานั้น
ประเภทเอกสาร

4

ประเภทเอกสาร เอกสารเกี่ยวกับพนักงาน

รูปแบบการจัดเก็บ
จัดเก็บไว้ในที่ปลอดภัยตามลักษณะและประเภทของเอกสาร โดยมีทะเบียนคุม
ระยะเวลาจัดเก็บ
ไม่น้อยกว่า 2 ปีนับแต่วันที่พนักงานแต่ละรายพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน
อ้างอิง
ระเบียบ บสย. เรื่อง การเก็บรักษาและทำลายเอกสาร
ประเภทเอกสาร

5

ประเภทเอกสาร เอกสารที่มีกฎหมายกำหนดไว้เฉพาะ เช่น การปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

รูปแบบการจัดเก็บ
จัดเก็บไว้ในที่ปลอดภัยตามลักษณะและประเภทของเอกสาร โดยมีทะเบียนคุม เช่น เก็บสำเนาเอกสารไว้ในระบบ
ระยะเวลาจัดเก็บ
10 ปี นับแต่ลูกค้าปิดบัญชีหรือยุติความสัมพันธ์กับ บสย.
อ้างอิง
  1. พ.ร.บ .การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  2. ระเบียบ บสย. เรื่อง การเก็บรักษาและทำลายเอกสาร
ประเภทเอกสาร

6

ประเภทเอกสาร เอกสารอื่นๆ นอกเหนือจากข้อ 1-5 ที่มีข้อมูลส่วนบุคคล

รูปแบบการจัดเก็บ
จัดเก็บไว้ในที่ปลอดภัยตามลักษณะและประเภทของเอกสาร โดยมีทะเบียนคุม เช่น เก็บสำเนาเอกสารไว้ในระบบ
ระยะเวลาจัดเก็บ
ไม่น้อยกว่า 2 ปี
อ้างอิง
  1. พระราชบัญญัติการบัญชี
  2. ระเบียบ บสย. เรื่อง การเก็บรักษาและทำลายเอกสาร

ประวัติการแก้ไข

ลำดับ
วันที่ดำเนินการ
จัดทำโดย
สอบทานโดย
รายละเอียด
ลำดับ
1
วันที่ดำเนินการ
23 เมษายน 2563
จัดทำโดย
ส่วนกำกับปฏิบัติการ
สอบทานโดย
ฝ่ายบริหารความเสี่ยงและกำกับปฏิบัติการ
รายละเอียด
นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ครั้งที่ 4/2563 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2563
ลำดับ
2
วันที่ดำเนินการ
25 พฤษภาคม 2563
จัดทำโดย
ส่วนกำกับปฏิบัติการ
สอบทานโดย
ฝ่ายบริหารความเสี่ยงและกำกับปฏิบัติการ
รายละเอียด
นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการ บสย. ครั้งที่ 6/2563 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2563

คำนวณวงเงินกู้
และความสามารถในการผ่อนชำระ

บาท
บาท
ปี
%

ผลการคำนวณวงเงินกู้
และความสามารถในการผ่อนชำระ

  • จำนวนปีที่กู้ 0
  • อัตราการผ่อนต่อเดือน0
  • วงเงินที่กู้ได้*0
*ผลจากการคำนวณเป็นเพียงตัวเลขประมาณการ
เว็บไซต์นี้ มีการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ (Cookies) เพื่อมอบบริการที่ดีที่สุดสาหรับคุณ
โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์ ถือเป็นการยอมรับใน อ่านประกาศนโยบายคุกกี้